การแจ้งเตือน ()
  02/04/2020

บ้านตาเรือง

ได้ไปเจอะเจอร้านอาหารไทยพื้นบ้านสุดแสนประทับใจจนอยากรีบบอกต่อ เพิ่งเปิดมาปีกว่า คุณยายคนทำอายุรวมกันมากกว่า 250 ปี ขายเป็นสำรับเมนูตามใจแม่ครัว ไปแล้วเหมือนได้กินข้าวกับญาติผู้ใหญ่ใจดี ร้านนี้มีชื่อว่า บ้านตาเรือง
บ้านตาเรือง

ตาเรืองคือชื่อคุณทวดของน้องหวาย สมิทธิ เกษสกุล ตาเรืองมีลูก ๆ มากถึง 10 คน แต่ก่อนนั้นบ้านนี้มีที่ทางมากมาย (ตาพัน พ่อตาเรืองคือเจ้าของที่แถวแฟลตดินแดงในตอนนี้) ทำนาอยู่บริเวณลำรางนาซอง คือซอยสถานทูตจีนในปัจจุบัน สมัยก่อนจูงควายไปเลี้ยงใกล้อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิได้

ตัดภาพมายุคไทยแลนด์ 4.0 น้องหวาย เหลนของตาเรือง ลาออกจากงานประจำเพื่อมาดูแลคุณยายคนอื่น ๆ เนื่องจากคุณยายขจรคนสุดท้องได้จากน้องหวายไป ก็เลยคิดได้ว่าเวลาของครอบครัวมีค่ามากกว่าสตางค์

image description

หลังจากลาออกมาสักพัก น้องหวายเล่าให้ฟังอย่างอารมณ์ดีว่า ภายหลังรู้ว่าสตางค์ก็มีค่าพอ ๆ กับครอบครัว จึงเปิดบ้านให้คุณยายขายขนม ทำไปทำมาช่วงแรกจึงเพิ่มเป็นสำรับอาหาร 2 อย่าง คิดแค่ 100 บาท ขายไปสักพักกลัวว่าคุณยายจะเหนื่อยจึงเปิดขายเหลือแค่วันเสาร์-อาทิตย์เท่านั้น

การมาร้านบ้านตาเรืองต้องโทรจองล่วงหน้าเป็นวัน ๆ กับน้องหวายที่เบอร์ 06-3551-6554 โดยจะขายเป็นสำรับอาหารไทยพื้นบ้าน 4 อย่าง (สำรับหนึ่งกินได้ 2- 4 คน) หมุนเวียนเปลี่ยนไปในแต่ละวัน (มีประมาณเกือบ 30 อย่าง) ไม่มีเมนูให้สั่งนะจ๊ะ ซึ่งคิวจองไม่ยุ่งยากอะไร (ณ ตอนนี้)

ตัวบ้านจุคนได้หลายสิบคน เปิดขายตั้งแต่ 11 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็น ขอแนะนำว่าให้ไปตั้งแต่ร้านเปิด หรือไปหลังบ่ายโมงกว่าจะสะดวกสบายไม่แน่นจนเกินไป

image description

พอได้วันนัดแล้ว ให้มาที่ซอยสถานทูตจีน รัชดาภิเษก 3 ที่อยู่เลยห้างฟอร์จูนไปเพียงเล็กน้อย เลี้ยวเข้าซอยไปแล้วให้มองทางขวาหาซอยรัชดา 3 แยก 14 จุดสังเกตปากซอยแยกคือร้านสะดวกซื้อ 7-11 ร้านที่ 3 นับจากถนนใหญ่ และมีศาลพระพรหมตั้งอยู่ปากซอยด้วย

ซอยรัชดาฯ 3 แยก 14 นี้เป็นซอยตันสั้น ๆ ไม่พลุกพล่าน เข้าไปเกือบท้ายซอยจะเห็นร้านบ้านตาเรืองอยู่ในเรือนหลังคาทรงจั่วใต้ต้นไม้ใหญ่ร่มรื่นทางซ้ายมือ มีป้ายชื่อร้านเล็ก ๆ ติดอยู่ จอดรถริมซอยได้เลย (ถามกับที่ร้านได้) แถวนั้นเป็นบ้านญาติพี่น้องกันทั้งละแวก

เข้ามาในร้านรู้สึกผ่อนคลายเหมือนอยู่บ้านสวน มีต้นไม้ใหญ่น้อย ตกแต่งด้วยไม้และกระเบื้องดินเผา ประดับประดาด้วยกระด้ง ข้อง หมวกชาวนา ตะกร้าจักสาน โมบายล์ปลาตะเพียนสาน ผ้าขาวม้า และรูปภาพตาเรืองตอนหนุ่มและลูก ๆ ตั้งโต๊ะทั้งในห้องปรับอากาศและระเบียงด้านนอก ตรงฝ้าเพดานเหนือเคาน์เตอร์เขียนชื่อคุณตาคุณยายทั้ง 10 คนไว้ด้วย

image description

พอมาถึงร้านก็แจ้งชื่อเราที่จองได้เลย ก่อนอื่นให้สั่งเครื่องดื่มชื่อเก๋ ๆ จากในเมนูแผ่นใหญ่ เช่น ชาดำจี๊ดจ๊าด (45 บาท) น้ำมะขามพริกเกลือ (59 บาท) น้ำดอกบ๊วยบานแฉ่ง (59 บาท) จากนั้นเขาก็จะเริ่มเสิร์ฟอาหารเป็นสำรับมี 4 อย่างกับข้าวกล้อง 1 หม้อเล็ก

สำรับในวันนั้นประกอบด้วย น้ำพริกปลาทูผัด เสิร์ฟมาบนกระจาดสาน คล้ายแจ่วแต่ไม่มีปลาร้า ปรุงรสจัด ๆ เค็มเปรี้ยวหอม มีมะนาวให้บีบเพิ่ม แกล้มด้วยไข่ต้มยางมะตูม หมูสวรรค์หอมลูกผักชี และผักสด

image description

ส่วนกับข้าวอีก 3 ชนิดจะเสิร์ฟในจานวางอยู่บนถาดสังกะสีเคลือบ มีตั้งแต่ต้มไก่ใบมะขามอ่อนเปรี้ยวเค็มหอมรสพื้นบ้านแท้ ๆ ชื่นใจ ผัดเขียวหวานสันคอหมูที่ถูกใจมาก รสมือเหมือนที่ผมกินตอนเด็ก เครื่องแกงหอม ๆ นั้นคุณยายซื้อมาปรุงเพิ่ม เติมลูกผักชียี่หร่า ไม่มีรสหวาน ส่วนสันคอหมูจะรวนกับกะทิและน้ำปลา นุ่มหอมมีรสชาติเข้าเนื้อ

และอย่างสุดท้ายในสำรับคือเมนูยอดนิยม กุ้งทอดน้ำปลาหวาน จะมีมาร่วมสำรับบ่อย ๆ น้ำปลาหวานปรุงด้วยน้ำตาลปี๊บ ใส่หอมเจียวซึ่งเจียวกับน้ำมันหมู (ซึ่งสมัยก่อนแทบทุกบ้านจะใช้น้ำมันหมูกันเกือบทั้งนั้น) สนนราคาสำรับประจำวันนี้คือ 560 บาท กินได้ 2-4 คน ซึ่งไม่แพงเลย

image description

ผมขอร้องล่วงหน้าให้คุณยายทำอาหารอื่น ๆ ในสำรับมาเป็นตัวอย่างอีกหลายจาน มีตั้งแต่ กะปิคั่วแนมด้วยผักสด (ไม่หวานถูกใจมาก) ใช้กะปิสองคลองจากบางปะกงเท่านั้น ผัดพริกกุ้งมะพร้าวขูด คืออาหารของครอบครัว พริกแกงเน้นผิวมะกรูด ใส่กุ้งบุบกับครกเป็นชิ้นเล็ก ๆ กับมะพร้าวแก่ขูด รสชาติไม่หวานเช่นกัน อีกอย่างคือหมูตุ๋นซีอิ๊ว หมูสันคอกับสามชั้นติดมัน (คุณยายชอบ) ทำคล้ายต้มเค็มรสเข้ม ๆ น่าเสียดายที่วันนั้นไม่มีหมูกรอบจึงไม่ได้ลิ้มลองหมูกรอบคั่วใบกะเพราพริกแห้ง

สนนราคาสำรับอื่น ๆ ก็มีตั้งแต่ 580-600-610-640 บาท (ราคาแพงสุดมีปลากะพงเป็นวัตถุดิบด้วย) เมนูในสำรับหมุนเวียนอื่น ๆ ก็มีเช่น แกงเลียง แกงส้ม แกงเผ็ดฟักทอง ต้มกะทิสายบัวใส่ปลาทู

image description

ลืมบอกไปว่าแม่ครัวอาหารคาวคือคุณยายศิริ อายุ 80 ปี (ตอนนี้น้องหวายกับคุณแม่มาช่วยทำอาหารด้วย) การเตรียมวัตถุดิบพิถีพิถันสุด ๆ ซื้อมะพร้าวมาคั้นกะทิเอง ปลาดุก ปลาช่อน จะซาวด้วยน้ำมะขามหลายครั้งจนหมดคาว ไม่มีเมือก

นอกจากนี้ยังมีเมนูจานเดียวนอกสำรับ เผื่อสำหรับผู้ที่ยังไม่จุใจ คือผัดหมี่ศิริมงคล หมี่ผัดซอสที่ทำจากมะขามเปียก พริกแห้ง หอมแดง น้ำตาลมะพร้าว โปรดสังเกตว่าใช้ชื่อเมนู ศิริมงคล ไม่ใช่สิริมงคล เพราะตั้งชื่อตามคุณยายศิริ ที่ผัดหมี่ให้หวายได้กินตั้งแต่ยังเล็ก

image description

อิ่มของคาวแล้ว ที่ร้านยังมีขนมไทยอีกด้วย ทำเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ วันนั้นมี ครองแครงน้ำกะทิ ข้าวเหนียวสังขยา กล้วยบวชชี (22 บาทรวด) ตะโก้ (35 บาท) ข้าวเหนียวมะม่วง (80 บาท) และที่ไม่เหมือนใครคือแตงโมหมูหยองผัด (55 บาท) ซึ่งก็คือปลาแห้งแตงโม แต่คุณยายทวี (พี่ใหญ่สุดอายุ 87 ปี) เปลี่ยนจากปลาแห้งเป็นหมูหยองผัดเพื่อไม่ให้มีรสคาว ส่วนตะโก้นั้นเป็นฝีมือคุณยายสมจิตต์

จากประสบการณ์ส่วนตัว ใครอยากไปชิมให้รีบตามไป อย่าปล่อยให้เนิ่นนาน เพราะของดีอย่างนี้จะมีคนบอกต่อ ยกโขยงกันไปชิม แต่ตอนนี้ยังจองง่ายอยู่นะจ๊ะ